November 6, 2018

การฟังเพลงดียังไง2

แต่ก่อนนั้น เวลาตั้งครรภ์ ส่วนมากแล้วคุณแม่คุณแม่ จะไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องว่าลูกจะต้องฉลาดหรือไม่ฉลาด ขอแค่ว่าให้ลูกคลอดออกมาแล้วมีความปลอดภัย  แข็งแรง ร่างกายครบ 32  แค่เพียงเท่านี้ก็ดีใจแล้ว ในเรื่องของความฉลาดหรือพัฒนาการอะไรนั้น ก็เอาไว้ค่อยว่ากันหลังจากคลอดก็แล้วกัน ในปัจจุบัน วิวัฒนาการทางการแพทย์ก็ได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมพัฒนาการให้ทารกในครรภ์ ได้ตั้งแต่ช่วงประมาณ 5 เดือนขึ้นไป ซึ่งในช่วง 5 เดือนขึ้นไปนี้ ทารกจะเริ่มได้ยินเสียง ซึ่งวิธีการที่จะเสริมพัฒนาการของลูกน้อยได้ดีที่สุด ก็คือการฟังเพลง รวมถึงการที่คุณแม่พูดคุยกับลูกอยู่บ่อยๆด้วย การฟังเพลงช่วยอะไร ระบบประสาทการรับฟังของทารก จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 5 เดือน ดังนั้นการใช้เสียงเพลงเพื่อกระตุ้น จะทำให้ประสาทการทำงานของลูก มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้เมื่อเด็กคลอดมา จะมีพัฒนาการที่เร็วกว่าการที่ไม่ได้ฟังเพลงเลย จำเป็นต้องเป็นเพลงโมสาร์ทไหม หลายคนมักจะบอกว่า ถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี จะต้องฟังเพลงโมสาร์ท ซึ่งในข้อนี้ได้มีคุณหมอหลายท่าน ก็ได้ออกมาบอกแล้วว่า เพลงที่ฟังไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงโมสาร์ทหรือว่าเพลงคลาสสิคเสมอไป ขึ้นอยู่กับจริตของคุณแม่ ว่าคุณแม่ชอบฟังเพลงแนวไหน ถ้าเป็นเพลงที่คุณแม่ฟังแล้วสบายใจ ความรู้สึกนี้ก็จะส่งผ่านไปถึงตัวลูกที่อยู่ในครรภ์ด้วย วิธีการฟังเพลงให้ลูกได้ยินด้วยนั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังที่ครอบหู มาจ่อที่ท้องแต่อย่างใด และคุณหมอก็ไม่ได้แนะนำด้วย เปิดเพลงผ่านลำโพงที่เราฟังอยู่ทุกวัน โดยให้เสียงเพลงอยู่จากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุตถึง 2 ฟุต เปิดระดับเสียงให้ดังนิดนึง เนื่องจากว่าทารกที่อยู่ในครรภ์ ยังถูกปกคลุมไปด้วยน้ำคร่ำ ถ้าเปิดเบามากไปก็อาจจะไม่ได้ยิน ซึ่งเพลงที่ฟังนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทการได้ยิน มีการพัฒนาได้เร็ว ทำให้เด็กมีความเฉลียวฉลาด อารมณ์ดีร่าเริง และสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้ดี เนื่องจากมีการพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว นอกจากฟังเพลงแล้ว ก็ควรพูดกับลูกในท้องบ่อยๆด้วย อย่างที่บอกตอนต้นว่า ทารกในครรภ์จะเริ่มรับรู้เสียง เมื่อมีอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณแม่พูดกับลูกในท้องบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก พูดด้วยน้ำเสียงที่มีอารมณ์ดี ไม่ขุ่นมัว ก็จะทำให้เด็กรับรู้ และคุ้นเคยกับน้ำเสียงของแม่ ซึ่งสายสัมพันธ์นี้จะทำให้ เวลาที่เด็กเกิดมา เขาจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์ดี และมีพัฒนาการที่รวดเร็วด้วย อารมณ์ของคุณแม่ก็สำคัญ ในช่วงที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ควรจะทำจิตใจให้ร่าเริง ไม่อมทุกข์ เรื่องราวต่างๆที่เป็นเครียด ก็พยายามปล่อยทิ้งไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรจะนำเรื่องทุกข์ๆ มาเล่าให้ลูกฟัง เพราะจะพาลทำให้ลูกเครียดไปด้วย โดนคุณแม่อาจจะหาบทสวดมนต์ หรือคลิปเสียงเพลงธรรมะ รวมถึงฟังพระธรรม เพื่อให้จิตใจเกิดความสงบ ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่า เมื่อคุณแม่มีความสงบ และมีความสุขแล้ว ลูกในท้องก็จะไม่ดื้อ และมีความสุขไปด้วย